วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558
หมดกังวล!!! ได้แล้วนะ 10 โรคมะเร็งรักษาฟรี ประกันสังคมจ่ายให้
นับว่าเป็นสิทธิประโยชน์ดีๆ ทื่ทางประกันสังคมมอบให้ สำหรับพนักงานกินเงินเดือน หรือผู้ที่ทำงานรับจ้างทั่วไป แต่ส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตลอด เพราะ
วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558
เคล็ดลับดูแลเท้าให้ขาวเนียนใน 9 Step ง่าย ๆ
เท้า คือส่วนที่มักหลบเร้นอยู่ในรองเท้า แต่ถ้าต้องโชว์เท้าในรองเท้าแตะบ้าง บางคนอาจคิดหนัก
เพราะไม่ค่อยได้ดูแลเท้าเหมือนส่วนอื่น ๆ แต่ถ้าอยากสวยตั้งแต่เท้าจดปลายเท้า พร้อมโชว์เท้าได้ทุกเมื่อก็ต้องดูแลเท้า 9 ขั้นตอนมาฝากกันคร้าาา
Step 1 : สครับเท้าสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ใช้เวลา 10 -15 นาที ด้วยการแช่เท้าในน้ำเกลือเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่อาจทำให้เล็บไม่สวย ตามด้วยสครับด้วยออยล์ผสมน้ำตาลทราย โอ๊ตมีล
Step 2 : หมั่นตัดเล็มเล็บเท้าให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ติดเชื้อ และอาจเคลือบเล็บให้ดูสวยน่ามองถ้าไม่ทำสี
Step 3 : ไม่ใส่รองเท้าที่รัดปลายเท้าจนเล็บเสีย หากเป็นคู่โปรด ก็อย่าใส่ให้บ่อยเกินไป
Step 4 : ใส่รองเท้าอยู่บ้านหรือถุงเท้าเสมอถ้าต้องเดินย่ำไปบนพื้นปูน แกรนิต หินอ่อน
Step 5 : ใส่รองเท้าแตะแบบมีส้นเล็กน้อยให้บ่อยกว่ารองเท้าแตะแบน ๆ
Step 6 : เมื่อส้นเท้าแตกให้สครับให้บ่อยขึ้น และทาวาสลีนทุกวัน
Step 7 : ทาโลชั่นที่เท้าก่อนนอนทุกคืน
Step 8 : เช็ดเท้าให้แห้งอยู่เสมอ
Step 9 : ไม่เดินลงส้นเท้า
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558
เคล็ดลับ 7 วิธีที่จะทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่ได้ทุกวัน
คุณไม่จำเป็นต้องเปลือยเนื้อหนังมังสาเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกเซ็กซี่ เพราะภาพลักษณ์สุดเซ็กซี่คือการปล่อยให้คนอื่นมีพื้นที่ในการจินตนาการนั่นเอง และนี่คือเคล็ดลับ 7 วิธีที่จะทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่ได้ทุกวัน
1. สวมชุดชั้นในลวดลายน่ารัก
แม้ว่าจะไม่มีใครเห็น แต่การสวมชุดชั้นในลวดลายน่ารักทุกวันจะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเซ็กซี่ ต่อให้ตอนนั้นคุณใส่แค่ชุดนอนก็ตาม คุณสามารถเลือกรูปแบบ สีสัน หรือยี่ห้ออะไรก็ได้ตามใจชอบเพราะทุกคนล้วนมีรสนิยมที่แตกต่างกัน
2. ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ
เมื่อทรวดทรงกระชับได้สัดส่วน คุณก็จะรู้สึกดีและมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเนื่องจากกล้ามเนื้อจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับการแต่งกาย ที่สำคัญคุณจะรู้สึกเซ็กซี่ตลอดเวลา
3. เลือกสวมเสื้อผ้าให้ถูกขนาด
คุณจะไม่มีวันรู้สึกเซ็กซี่หากเสื้อผ้าของคุณมีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป คุณควรเลือกสวมเสื้อผ้าพอดีตัวเพื่อภาพลักษณ์ที่ดูดี คงไม่ลำบากเกินไปใช่ไหมกับการลงทุนซื้อเสื้อผ้าที่ทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเอง
4. ใส่ใจกับทรงผมและการแต่งหน้า
รู้ไหมว่าทรงผมกับการแต่งหน้ามีผลต่อการทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่อย่างมาก ไม่มีใครทนต่อแรงเย้ายวนของลิปสติกสีแดงหรือขนตายาวงามงอนเปี่ยมเสน่ห์ได้หรอก การผสมทั้งสองอย่างนี้เข้าด้วยกันจะทำให้คุณสดใสและค้นพบสิ่งที่ทำให้รู้สึกเซ็กซี่มากที่สุด การจัดแต่งทรงผมให้ต่างไปจากเดิมก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน เช่น การเพิ่มลอนผมหลวมๆเข้าไปหน่อย ซึ่งการฉีกแนวไปจากเดิมจะช่วยเสริมสร้างทั้งความรู้สึกมั่นใจและความเซ็กซี่ให้กับคุณ
5. สวมเสื้อผ้าลูกไม้
เนื่องจากลูกไม้มีความเป็นผู้หญิงมากและเซ็กซี่สุดๆ ลองนึกถึงเสื้อผ้าที่ทำจากลูกไม้สิ! ให้ความรู้สึกเย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ
6. อย่าประเมินพลังของรองเท้าส้นสูงต่ำเกินไป
ถ้าคุณใส่กระโปรงสั้นและสวมรองเท้าส้นสูง โอ้โห..บอกเลยว่าความเซ็กซี่ของคุณจะพุ่งกระฉูดขึ้นมาอีกเท่าตัวเลย เพราะรองเท้าส้นสูงเป็นตัวเลือกที่เสริมภาพลักษณ์ในการเป็นสาวเซ็กซี่มากกว่ารองเท้าประเภทอื่นๆ จะว่าไปรองเท้าแตะรัดส้นก็ทำให้คุณเซ็กซี่ได้ไม่แพ้กันและไม่มีกฎข้อใดกำหนดให้เป็นอย่างนั้น ถ้ารองเท้าคู่ไหนที่ใส่แล้วรู้สึกดีก็หมายความว่าคู่นั้นนั่นแหละที่เหมาะกับคุณ
7. ใส่อะไรก็ได้ที่ทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่
การสวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างกันสามารถทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่ได้ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้หญิงแต่ละคน เพราะผู้หญิงทุกคนมีเอกลักษณ์และรสนิยมที่โดดเด่นไม่เหมือนกัน ผู้หญิงบางคนอาจดูดีได้ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ ขณะที่สาวๆคนอื่นอาจสวยเปรี้ยวด้วยแว่นกันแดดกับรองเท้าส้นตึก ขึ้นอยู่กับว่าแบบไหนที่ทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่สุดๆ
7 วิธีการใช้ Facebook ที่หลายคนไม่รู้
จริงๆ แล้วระบบของเฟสบุ๊คมีฟังก์ชั่นการใช้งานเยอะแยะมากมาย และเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ซึ่งหลายๆ คนอาจจะใช้ไม่ครบในทุกฟังก์ชั่น
คลิปต่อไปนี้จะเป็นทริค เคล็ดลับ การใช้งานบาง7 วิธีใช้ facebook ที่หลายคนมองข้าม หรือไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่
1.โชว์โพสคนโปรดก่อน
2. เซฟโพสไว้ดูคราวหลัง
3.แจ้งเตือนเมื่อมีคนแอบเข้าเฟส
4.ดูว่าใช้อุปกรณ์ใดเข้าเฟส
5.เช็คว่ามีใครแอบเข้าเฟสของเรา
6.ให้เฟสบุ๊คแสดงโฆษณาเฉพาะที่เราสนใจ
7.ทำพินัยกรรมเฟสบุ๊ค
วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ท่าบริหาร ‘ลดคางสองชั้น’ และ ‘ริ้วรอยรอบปาก’
ท่าบริหาร ‘ลดคางสองชั้น’ และ ‘ริ้วรอยรอบปาก’
ท่าบริหาร ‘ลดคางสองชั้น’ และ ‘ริ้วรอยรอบปาก’สาวๆหลายคนมีปัญหาเกี่ยวกับใบหน้า แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้มีรูปร่างที่อ้วนท้วนเท่าไรนัก แต่พอส่องกระจกทีไร ก็อดรำคาญคางสองชั้นของตัวเองไม่ได้สักที และไขมันส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่เพิ่มง่ายและเอาออกได้ยากซะด้วยสิ หากใครกำลังมีปัญหาเรื่อง ‘เหนียง’ ของตัวเองอยู่ คงต้องลองบริหารคอด้วยท่าทางเหล่านี้ดูแล้วสิ จะได้ผลแค่ไหนต้องไปทดสอบกัน
วิธีลดคางสองชั้น
ท่าบริหารที่ 1 วิธีลดคางสองชั้น หรือเสกให้คางสองชั้นหายไปมีอยู่หลายวิธี วันนี้จะขอยกตัวอย่าง 1 วิธี ดังต่อไปนี้ค่ะ ขั้นตอนที่ 1 เม้มปากให้แน่น พยายามให้ริมฝีปากล่างทับริมฝีปากบนเอาไว้ ขั้นตอนที่ 2 เงยศีรษะแหงนหน้าขึ้น พยายามให้หน้าหงายไปข้างหลังให้มากที่สุด ขั้นตอนที่ 3 ขณะที่กำลังเม้มปากอยู่ ให้พยายามยิ้มให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยปากไม่เปิด ขั้นตอนที่ 4 ค้างท่านี้ไว้สักครู่ประมาณ 10 วินาที ขั้นตอนที่ 5 กลับมาสู่ท่าปกติ แล้วเริ่มทำใหม่
วิธีลดคางสองชั้น
ท่าบริหารที่ 2 นอกจากจะลดเหนียงแล้ว ก็ต้องฝึกบริหารปากเพื่อลดริ้วรอยรอบริมฝีปากด้วย สิ่งนี้สำคัญมากๆเชียวละค่ะ เพราะถ้าไม่อยากมีรอยย่น ๆ รอบริมฝีปากที่เกิดขึ้นก่อนวัย และมีใบหน้าบานๆก็ต้องฝึกบริหารท่าทางเหล่านี้ให้ดีและสม่ำเสมอ มีวิธีง่ายๆดังต่อไปนี้ค่ะ ขั้นตอนที่ 1 อ้าปากกว้างเป็นวงกลม ขั้นตอนที่ 2 ฉีกยิ้มกว้างแบบเปิดริมฝีปาก ขั้นตอนที่ 3 ปิดริมฝีปากยิ้มกว้างให้มุมปากสองข้างอยู่ห่างกัน และรู้สึกตึงให้มากที่สุด ขั้นตอนที่ 4 กลับมาที่การอ้าปากกว้างอีกครั้ง ขั้นตอนที่ 5 ค่อย ๆ หุบริมฝีปากกลับมาเป็นแบบปกติ และทำปากจู๋ค้างไว้สักพัก ขั้นตอนที่ 6 เริ่มทำตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1-5 ใหม่อีกครั้ง
ผลที่ได้จากการบริหารริมฝีปากและลดคางสองชั้น ไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงแค่การลดเหนียงและทำให้ไม่มีริ้วรอยรอบริมฝีปากเท่านั้น แต่ยังใช้แก้ปัญหารูปหน้าบวม ไม่กระชับได้อีกด้วย ใครอยากมีรูปหน้าเรียวขึ้น ไร้เหนียง และริ้วรอย ต้องหมั่นบริหารใบหน้าและต้นคอกันบ่อยๆ เพราะวิธีการนี้จะทำให้ผิวหนังเกิดการกระตุ้นและมีความกระชับตลอดเวลา หากทำได้อย่างสม่ำเสมอ ก็คงจะทำให้คุณกลายเป็นสาวสองพันปีที่มีใบหน้าเด็กตลอดเวลาได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องไม่ง้อโบท๊อกซ์หรือครีมหน้าเด้งที่ไหนเลย
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558
งูสวัด บรรเทาได้ด้วยวิธีนี้
งูสวัด บรรเทาได้ด้วยวิธีนี้
งูสวัด โรคนี้รักษายาก ผู้ป่วยบางคนอาการคงที่ และดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้ป่วยบางคนก็ถึงกับเสียชีวิต วันนี้ ZAPPNUAR.COMN นำวิธีบรรเทางูสวัด ด้วยสมุนไพร มาฝากทุกคน มาดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ
ส่วนผสม
1.ใบย่านางเขียว 10 ใบ
2.ใบพลูเคี้ยวหมาก 3-5 ใบ
3.ว่านหางจระเข้หางใหญ่ เอาแต่วุ้น 2 หาง
4.เสลดพังพอนตัวเมีย 1-2 กำมือ
5.ใบเหงือกปลาหมอ 2-3 ใบ
6.ข้าวสารเหนียวแช่น้ำนิดหน่อย(เอาทั้งข้าวทั้งน้ำแช่ข้าว)
7.น้ำธรรมดา 1-2 แก้ว
วิธีทำ
1. ล้างสมุนไพรทั้งหมดให้สะอาด
2. นำทั้งหมดมาปั่น แล้วกรองเอาแต่น้ำ มาทาผื่นงูสวัด
3. ส่วนที่เหลือก็แช่เย็นเก็บไว้ทาวันหลังได้ ทาเป็นประจำทุกวัน เช้า-เย็น จะช่วยบรรเทาอาการของตุ่มและผื่นคันได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก SARAUPDATE.COM
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558
5 วิธีดีท็อกซ์ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้น้ำผักผลไม้
5 วิธีดีท็อกซ์ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้น้ำผักผลไม้ |
คุณกำลังเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัสหลังจากวันที่คุณสวาปามอาหารและเครื่องดื่มต่างๆเข้าไปมากมาย พอวันต่อมาคุณก็เหลือแต่อาการเมาค้างและร่างอืดบวม ที่สำคัญคุณมั่นใจว่าโยคะเพียง 15 นาทีก็ไม่สามารถซ่อมร่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้ ขณะเดียวกันคุณก็รู้สึกสะอิดสะเอียนเมื่อคิดถึงการล้างพิษด้วยน้ำผักผลไม้แต่ก็คุ้มค่าต่อการทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมใช่ไหม?
คุณก็ไม่จำเป็นต้องดื่มมัน! อย่างแรกที่คุณควรรู้คือร่างกายของคนเราเก่งในเรื่องการซ่อมแซมตัวเอง หรืออีกนัยหนึ่งคือคุณไม่จำเป็นต้องล้างพิษด้วยน้ำผักผลไม้ แต่อาจต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ร่างกายขับพิษออกมาโดยที่ไม่ต้องพยายามมากนัก
หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
ร่างกายของคนเราสามารถฟื้นฟูสภาพให้กลับมาดีดังเดิมด้วยตัวเองได้ การรับประทานอาหารที่ดีเพื่อสุขภาพหลังจากวันขอบคุณพระเจ้าจะช่วยเร่งกระบวนการดีท็อกซ์ให้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามคุณควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปซึ่งเต็มไปด้วยสารพิษ เช่น โซเดียมและสารกันบูด และควรเลือกอาหารไม่แปรรูปและอาหารสดโดยเฉพาะผักผลไม้ เบบี้แครอท พริกหยวก และสลัดต่างๆ ทางที่ดีคุณควรรับประทานทานผลไม้และผักใบเขียวอย่างน้อยวันละ 1 อย่าง
เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย
พลังของน้ำ การดื่มน้ำในปริมาณมากจะช่วยกำจัดสิ่งไม่ดีออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเริ่มปฏิบัติให้เร็วที่สุด ขณะที่ตับและไตต้องทำงานอย่างหนักเพื่อกรองเลือด การได้รับน้ำอย่างเพียงพอจะทำให้เลือดไหลเวียนอย่างรวดเร็วมากขึ้น คุณควรเริ่มต้นดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตรโดยเฉพาะน้ำอุ่นและเน้นดื่มตลอดทั้งวัน หากรู้สึกว่าน้ำไร้รสชาติ ลองดื่มชาเขียวแทนเพื่อช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ชุ่มชื้น และมีพลังงาน
กินอาหารมื้อเล็กๆ
การแบ่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นมื้อเล็กๆตลอดทั้งวันจะช่วยฟื้นฟูการทำงานของกระบวนการเผาผลาญอาหารให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ คุณควรแบ่งมื้ออาหารเป็นวันละ 5-6 มื้อๆละประมาณ 200-250 แคลอรี่โดยมุ่งเน้นอาหารที่มีสารอาหารเช่น ผัก ผลไม้ โปรตีน และไขมันดี รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
เน้นไขมันดีเพื่อสุขภาพ
ไขมันดีจะให้พลังงานแก่ร่างกายและทำให้คุณอิ่มท้องนานขึ้น รวมถึงช่วยควบคุมน้ำหนักตัวด้วย หากวันไหนร่างกายของคุณเต็มไปด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารที่มีแคลอรี่สูง คุณควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันดีเข้าไปด้วย อาหารที่มีไขมันดี ได้แก่ ถั่ว น้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ และอะโวคาโด ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาแข็งแรงและสมบูรณ์ดังเดิม
ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะช่วยยกระดับอารมณ์ เผาผลาญแคลอรี่ และทำลายความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยขับสารพิษจากมื้ออาหารในวันขอบคุณพระเจ้าออกไปจากร่างกายของคุณด้วย อีกหนึ่งวิธีที่ร่างกายจะขับสารพิษออกไปได้ดีคือการล้างพิษทางเหงื่อ แต่ในช่วงฤดูหนาวการออกกำลังกายเพื่อเรียกเหงื่ออาจทำได้ไม่ง่ายนัก ทางที่ดีคุณควรฝึกโยคะร้อนหรืออบซาวน่าแทน แต่อย่าลืมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหลังจากนั้นด้วยล่ะ
ที่มา issue247>>elitedaily.com
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558
สาวๆ ต้องดู 5 สิ่งที่ต้องกำจัดออกจากตู้เสื้อผ้า
สาวๆ ต้องดู 5 สิ่งที่ต้องกำจัดออกจากตู้เสื้อผ้า
|
1. เสื้อผ้าที่คุณไม่ใส่แล้วแต่ยังเก็บไว้เพื่อเหตุผลทางจิตใจบางอย่าง เช่น ชุดราตรีงานแต่งงานเพื่อนรัก ถ้าคุณอยากได้พื้นที่ในตู้เสื้อผ้าเพิ่มก็ต้องตัดใจ หรือถ้าอยากจะเก็บไว้จริง ๆ ก็เก็บไว้ในกล่องพร้อมกับของที่ระลึกอื่นๆหรือนำมาตกแต่งห้อง เช่น แขวนไว้, ทำเป็นผ้าคลุมเตียง, หรือนำมาใช้ประโยชน์อื่นๆ ความทรงจำของคุณก็จะโดดเด่นและสะดุดตา ขณะที่ตู้เสื้อผ้าก็มีพื้นที่เพิ่มขึ้นด้วย
2. เสื้อผ้าที่คุณไม่มีวันใส่ได้ เช่น เสื้อผ้าที่คับเล็กน้อย หรือเสื้อผ้าที่คุณอาจใส่ได้ถ้าน้ำหนักลดลงไปสัก 5 กิโล แบบเสื้อผ้าที่คุณแขวนไว้ตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว และคุณต้องนำไปโมร่างมาทั้งตัวเลยถึงจะใส่ได้ โละเถอะคะ
3. เสื้อผ้าสวยก็จริงแต่ที่คุณไม่ใส่เพราะมันยุ่งยากมากเกินไป ฉันมีเสื้อผ้าสวยๆซึ่งใส่แล้วก็ดูดี แต่ที่ฉันไม่เคยใส่เพราะพวกมันสร้างปัญหาให้มากเกินไป เช่น เสื้อเชิ้ตที่ต้องรีดให้เรียบและต้องยัดเข้าไปในกางเกง ที่สำคัญใส่จับคู่ได้กับแค่สีบางสีเท่านั้น และซักแห้งได้อย่างเดียวอีกต่างหาก แนะนำยกให้คนอื่นเถอะ และอย่าซื้อเสื้อผ้าที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างดีแบบนี้มาอีกเลย
4. เสื้อผ้าที่คุณเคยชอบแต่ไม่ใส่อีกแล้ว แน่นอนคุณต้องมีเสื้อผ้าที่รักและชอบใส่ตลอดเวลา แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างฉันตัดสินใจที่จะแต่งตัวปอนๆล้าสมัย ทุกครั้งที่ใส่เสื้อผ้าเหล่านี้จะไม่มั่นใจ
5. เสื้อผ้าที่คุณไม่คิดที่จะใส่อยู่แล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คุณจะไม่มีวันใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ ดังนั้นยกพวกมันให้กับคนที่อยากใส่ดีกว่า
วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558
ลดน้ำหนักด้วยการล้างสารพิษ!
ลดน้ำหนักด้วยการล้างสารพิษ!
สาวๆคนไหนกำลังหาวิธีการลดน้ำหนักอยู่สูตรนี้ก็โอเคน่ะ เพราะเป็นการเอาธรรมชาติบำบัดเข้าช่วยและได้ผล ด้วยวิธี ลดน้ำหนักด้วยการล้างสารพิษ วิธีง่ายไที่ไม่ว่าคนที่งานยุ่งไม่มีเวลาก็สามารถทำวิธีนี้ได้ ง่ายแค่ทำตอนตื่นนอนหรือตอนท้องว่าง เรานำเสนอสูตรล้างพิษง่าย ที่ทำเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เช้ารับประทานแต่ผลไม้เพียง 1อย่าง เช่นมะละกอ แอปเปิ้ล แคนตาลูป สาลี่ หรือแตงโม และดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำสมุนไพรไม่ใส่น้ำตาล
|
เมนูเครื่องดืม!!! ที่กินแล้วพุงยุบ
เมนูเครื่องดืม!!! ที่กินแล้วพุงยุบ |
สาวๆคนไหนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาลดน้ำหนักอยู่ และต้องการลดน้ำหนักเราควรดื่มเครื่องดื่มอะไรดี หลายๆ คนก็คงจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า น้ำเปล่าสิ ใช่เลยค่ะการดื่มน้ำเปล่านั้นดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยเลย แต่แหม ถ้าต้องดื่มแต่น้ำเปล่าอย่างเดียว ชีวิตคงจะไร้รสชาติไปเลยว่าไหมล่ะค่ะ งั้นเราลองมาดูว่ากันเลยดีกว่าค่ะว่า เราจะดื่มอะไรได้บ้างในเวลาที่สาวๆกำลังลดน้ำหนักอยู่ดื่มได้บ่อย ๆ
ชา
นอกจากน้ำเปล่าแล้ว ชานี้ถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่น่าดื่มที่สุด เพื่อว่ามีรสชาติ และมีประโยชน์สารพัด เพราะเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และ ที่สำคัญดื่มแล้ว ไม่อ้วนนะ แต่ ต้องไม่แอบใส่น้ำตาลผสมลงไปนะ
กาแฟ
เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ไม่ต่างจากชา และ ช่วยให้กระปรี่กระเปร่าอีกต่างหาก นอกจากนี้ แคลอรี่ก็ต่ำมาก (สำหรับกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล) แต่ทุกวันนี้คงไม่ค่อยนิยมทานกาแฟดำกันแล้ว และ กาแฟเย็นอร่อยชื่นใจนี่ก็ตัวการของความอ้วนเลยทีเดียวต้องระวังกันด้วยนะคะ
ดื่มได้แต่อย่าให้มากนัก
นม
นม เต็มไปด้วยโปรตีนที่ใช้ในการสร้าง และ ซ่อมแซมส่วนต่างของร่างกายอย่างที่รู้กันนะคะ แต่พบว่าคนที่ดื่มนมมากเกินไปทำให้มีห่วงยางรอบเอวได้เลยทีเดียว เพราะงั้นสักวันละ 1-2 แก้วก็น่าจะพอนะ
เหล้า - เบียร์
การดื่มแอลกอฮอลล์ ปริมาณน้อย ๆ ช่วยให้ลดความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจได้ แต่รับประทานมากไปจะทำให้เสี่ยงต่อชีวิต และ หน้าที่การงานได้นะคะ เดี๋ยวจะหาว่า Onnyไม่เตือนนะคะนอกจากนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะคะว่า แอลกอฮอลล์ มีผลให้ร่างกายไม่เผาผลาญไขมันในร่างกายนะ
น้ำผลไม้
ตั้งแตยกตัวอย่างมา ดูอันนี้น่าดื่มที่สุด ครับ แน่่นอนว่าวิตามินในน้ำผลไม้นั้นมีประโยชน์ แต่ที่ควรระวังคือ น้ำตาลที่ผสมอยู่ค่ะ บางครั้งเราได้วิตามิน 5 % แต่รับน้ำตาลไป 30-40% เลยทีเดียวนะคะ ถ้าจะดื่มควรหันมาดื่มน้ำผลไม้ั 100% และเป็นผลไม้ที่ไม่มีรสหวานนะคะ
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558
รู้มั๊ยว่า!! น้ำมันพืชแต่ละอย่าง มีประโยชน์
รู้มั๊ยว่า!! น้ำมันพืชแต่ละอย่าง มีประโยชน์
น้ำมันที่ทุกครัวเรือนนิยมใช้เพราะสะดวกในการซื้อหา คือน้ำมันพืชเพราะหาซื้อง่ายสะดวกด้วย แต่ใครจะไปรู้ว่าน้ำมันที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน มีประโยชน์อย่างไรบ้าง
วันนี้ จึงขอเล่าให้ฟังถึงประโยชน์ของน้ำมันพืชแต่ละชนิด เพื่อเป็นทางเลือกในการตัดสินใจเลือกซื้อน้ำมันขวดต่อไป ให้เหมาะสมและให้ได้รับประโยชน์ที่ได้ให้ตรงกับความต้องการและมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนที่รับประทาน เพราะ ฉนั้นเรามาทำความรู้จักน้ำมันแต่ละชนิดกันเลย
น้ำมันรำข้าว : ช่วยลดความเครียดและอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
น้ำมันถั่วเหลือง : มีความสำคัญต่อเซลล์สมองและเซลล์ประสาทควบคุมระดับฮอร์โมนในเพศหญิง
น้ำมันดอกคำฝอย : ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน และมีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็ง
น้ำมันมะกอก : ช่วยให้ระบบการทำงาน ในร่างกายดีขึ้น ทำให้ดูดซึมแร่ธาตุ และแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น
น้ำมันข้าวโพด : ช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจโคโรนารี
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558
วิธีการหุง "ข้าวกล้อง" ให้อร่อย
วิธีการหุง "ข้าวกล้อง" ให้อร่อย |
มาเอาใจสาวๆ ยุคนี้กันหน่อยกับคนที่รักสุขภาพหรือกินคลีนอยู่มาฟังทางนี้ค่ะ กับวิธีหุงข้าวกล้องให้อร่อยน่ารับประทาน เราต่างรู้กันดีว่าข้าวกล้องมีประโยชน์และข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ได้ขัดสีเพราะ ฉนั้น ข้าวกล้องจะมีความแข็งทำให้ทานไม่อร่อย คนที่ไม่เคยทานจะลำบากเพราะความแข็งของข้าวกล้อง วันนี้เราจึงมาเอาใจสาวๆ ที่กำลังจะหันมารับประทานข้าวกล้อง มาดูวิธีการหุงข้าวกล้องให้อร่อยกันเลยค่ะ
วิธีหุงข้าวกล้อง
1. ใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าขนาด 1.8 ลิตร ป้องกันข้าวที่หุงเวลาเดือดจะได้ไม่ล้นออกมา เนื่องจากข้าวกล้องใช้เวลาหุงนานกว่าปกติ หุงครั้งเดียวควรได้ทานหลายๆ มื้อ ต้องทำให้คุ้มค่าไฟ
2. ตวงข้าวประมาณ 4 ถ้วย ประมาณ 500 กรัม (ถ้วยพลาสติกที่แถมมากับหม้อหุงข้าวไฟฟ้า) นำข้าวกล้องมาล้างน้ำปกติ 1-2 ครั้ง จากนั้นเติมน้ำสะอาดลงไปประมาณ 2 เท่าของข้าว (น้ำ 8 ถ้วย)
3. กด switch on หุงข้าว จากนั้นรอจนข้าวเดือดประมาณ 8-10 นาที (หรือสังเกตุว่ามีไอน้ำพุ่งออกมาจากฝาหม้อ) ปิด switch หม้อหุงข้าว ดึงปลั๊กออก (แบบจำง่ายๆ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงตั้งแต่เปิด switch จนถึงเวลาดึงปลั๊กออก) ไม่ต้องรอจนหม้อหุงข้าวหุงจนข้าวสุก เพราะมันจะใช้เวลาอีกนานและกินไฟมาก ห้ามเปิดฝามาดูข้าว เราจะใช้ความร้อนที่มีอยู่อบข้าวไว้อย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง
4. เมื่อครบ 1 ชั่งโมงหรือจะนานกว่านั้นก็ไม่เป็นปัญหา ให้เปิดฝาออก เติมน้ำสะอาดลงไปอีกจนน้ำท่วมพอดีข้าว จากนั้นเสียบปลั๊กกด switch หุงข้าวต่อไปจน switch ของหม้อหุงข้าว off หรือเด้งขั้น ตอนนี้ข้าวสุกแล้ว ดึงปลั๊กออกอย่าเปิดฝาหม้อตอนนี้ รอไปอีกอย่างน้อย 15 นาที จะได้ข้าวนุ่มน่าทาน
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558
ลดน้ำหนักด้วยคาเฟอีน เรื่องจริงหรือหลอก
ลดน้ำหนักด้วยคาเฟอีน เรื่องจริงหรือหลอก |
สาวๆ หลายคนเสพติดสารคาเฟอีนที่มีในเครื่องดื่มอย่างชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะนอกจากจะช่วยให้สมองเกิดความกระชุ่มกระชวย ขจัดความอ่อนล้าแล้ว ยังมีความเชื่อกันว่าคาเฟอีนมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย
เหตุผลที่ช่วยลดน้ำหนัก
ทางการแพทย์มีการพิสูจน์พบว่า คาเฟอีนมีคุณสมบัติเป็น ‘เทอร์โมเจนีซีส’ (Thermogenesis) คือสารเร่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้ไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆ ถูกสลายเป็นพลังงานความร้อน สารกาเฟอีน ยังมีฤทธิ์เป็นสารขับปัสสาวะ เมื่อคุณจิบกาแฟจนหมดแก้ว จึงทำให้เกิดอาการอยากเข้าห้องน้ำ ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุให้น้ำหนักตัวลดลงชั่วคราว และด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จึงนำผลการศึกษาดังกล่าวมาโฆษณาว่า ดื่มกาแฟจะช่วยลดความอ้วนได้
ในความเป็นจริง
แม้ผลการวิจัยจะพบว่า คาเฟอีนทุกชนิด ช่วยป้องกันการสะสมไขมันในเซลล์ ทั้งช่วยลดความอยากอาหาร และเพิ่มระดับความร้อนในร่างกาย หากแต่คาเฟอีนสังเคราะห์ที่พบในเครื่องดื่มชูกำลัง และผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักนั้น ไม่ได้มีสารต้านอนุมูลอิสระหรือที่มีชื่อว่า ‘กรดคลอโรจินิก’ (มักพบในเมล็ดกาแฟสดจากต้น ที่ยังไม่ผ่านการคั่ว) เช่นเดียวกับที่พบในคาเฟอีนธรรมชาติ ซึ่งได้จากกาแฟ ชาเชียว และชาธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไป ก็อาจส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะการดื่มกาแฟ ซึ่งมีทั้งแคลอรีและไขมันสูง ตลอดจนการรับประทานขนมหวาน ที่มีส่วนผสมของโกโก้และช็อกโกแลต ซึ่งส่วนใหญ่มักมีคาเฟอีนผสมอยู่
ดื่มเท่าไหร่ไม่เป็นอันตราย
ทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) จึงได้กำหนดปริมาณคาเฟอีนที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคือ ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบได้กับการดื่มกาแฟไม่เกิน 3 ถ้วยต่อวัน และสำหรับสาวใดที่มีความเชื่อว่าการบริโภคกาแฟช่วยลดน้ำหนักได้นั้น อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ โดยหันมาพึ่งพาวิถีธรรมชาติ งดแป้งและของหวาน หันมาบริโภคผักผลไม้ และออกกำลังกายให้มากขึ้น น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558
4. สูตรเด็ด กระชับรูขุมขนกว้าง! เผยผิวสวยของคุณสาวๆ ให้ดูมีออร่า
4. สูตรเด็ด กระชับรูขุมขนกว้าง! เผยผิวสวยของคุณสาวๆ ให้ดูมีออร่า |
สูตรมาสก์หน้ากระชับรูขุมขน สำหรับคุณสาว ๆ ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง วันนี้กระปุกดอทคอมมี 4 สูตรเด็ดกระชับรูขุมขนมาฝากกันค่ะ รับรองทำแล้วได้ผลชัวร์ ๆ จะมีสูตรอะไรบ้างนั้น ลองมาทำตามกันเลย
สูตรที่ 1 ส่วนผสมที่ใช้ แตงกวา และโยเกิร์ต (รสธรรมชาติ)
วิธีทำ นำแตงกวาที่ปอกเปลือกแล้วไปปั่นรวมกับโยเกิร์ต เมื่อเป็นเนื้อเดียวกันแล้วให้นำขึ้นมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วค่อยล้างออกให้สะอาด สูตรนี้จะนอกจากจะช่วยกระชับรูขุมขนแล้ว ยังจะช่วยทำให้หน้านุ่มขึ้นและดูสดใสมากขึ้นด้วย
สูตรที่ 2 ส่วนผสมที่ใช้ มะเขือเทศ และนมเปรี้ยว
วิธีทำ นำมะเขือเทศและนมเปรี้ยวมาปั่นรวมให้เป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อได้เนื้อครีมแล้วให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างหน้าออกด้วยน้ำอุ่น สูตรนี้จะช่วยกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นได้
สูตรที่ 3 ส่วนผสมที่ใช้ แตงกวา, ไข่ไก่ (คัดเฉพาะไข่ขาว) และมะนาว (ใช้แค่ 1 เสี้ยว)
วิธีทำ นำแตงกวาไปปั่นรวมกับไข่ขาวและน้ำมะนาว เมื่อละเอียดแล้วให้นำขึ้นมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วค่อยล้างหน้าออกให้สะอาด สูตรนี้เหมาะสำหรับสาวผิวมัน เมื่อทำบ่อย ๆ จะช่วยลดความมันบนใบหน้า และกระชับรูขุมขนให้เล็กลงได้
สูตรที่ 4 ส่วนผสมที่ใช้ น้ำตาลทรายแดง และน้ำผึ้ง
วิธีทำ นำน้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง มาผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมานวดหน้าอย่างเบามือ เสร็จแล้วให้พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ล้างหน้าให้สะอาด สูตรนี้ถ้าทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หน้าจะเนียนขึ้น และรูขุมขนจะกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558
วิธี 4 ง่ายๆกำจัดคราบกาวติดฝังแน่น
วิธี 4 ง่ายๆกำจัดคราบกาวติดฝังแน่น |
หลายคงเคยประสบกับปัญหาเมื่อแปะภาพ หรืออะไรก็ตามโดยใช้เทปกาวเหนียวๆ ติดลงบนกำแพงไว้เป็นเวลานาน จนกระทั่งตอนแกะออกก็มักจะเกิดรอย หรือคราบกาวติดฝังแน่น วันนี้เรามีวิธีง่ายๆ 4 วิธี มาฝากกันค่ะ
วิธีที่ 1 : ใช้ยาหม่องทาบริเวณที่ติดเทปกาว แล้วใช้มือถูไปเรื่อยๆ จนคราบเทปกาวก็จะหลุดลอกออกมาจนหมด
วิธีที่ 2 : ใช้นิ้วมือหรือยางลบเช็ดฉลากหรือสติ๊กเกอร์ดูก่อนว่าเหนียวมากไหม หากดูแล้วพอได้ก็ให้ใช้นิ้วหรือยางลบถู ๆ คราบกาวจนจับตัวเป็นก้อนกลม จากนั้นกำจัด คราบไคลเหล่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย
วิธีที่ 3 : เทแอลกอฮอล์ลงบนผ้าสะอาดหรือกระดาษทิชชูหนาๆ แล้วนำไปพันรอบภาชนะ ทิ้งไว้สักครู่ จากนั้นใช้นิ้วถูบนคราบกาวเพื่อกำจัดคราบให้หลุดออกไป
วิธีที่ 4 : นำน้ำมันหรือครีมทาผิว ทาคราบเทปบนกำแพงให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพัก แล้วใช้นิ้วถูบนคราบกาวเพื่อกำจัดคราบให้หลุดออกไป
วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558
“ขมิ้น” ประโยชน์เยอะจนคาดไม่ถึง
“ขมิ้น” ประโยชน์เยอะจนคาดไม่ถึง

นักวิจัยได้คิดใช้วิธีแบบปฏิวัติ ทำยาใหม่ขึ้นจากขมิ้น เพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมของคุณผู้หญิง
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ที่อเมริกาได้นำเอาสารประกอบในขมิ้น ใช้ทดลองรักษามะเร็งในหนู และได้ผลปรากฏว่า มะเร็งได้หดตัวเล็กลงไป 1 ใน 3 และยังสามารถยับยั้งการแพร่การเติบโตของเชื่อมะเร็ง ระงับการลุกลามของเซลล์ที่ผิดปกติ พร้อมกันไปด้วย
ขณะนี้นักวิจัยได้ทำยาเป็นแคปซูล ยาว 2 มิลลิเมตร บรรจุตัวยาซึ่งทำจากสารประกอบในขมิ้น ปริมาณ 200 มิลลิกรัม ผลการทดลองปรากฏว่า แคปซูลยาสามารถลดขนาดของมะเร็ง และยับยั้งการลุกลามของมันเอาไว้ด้วย
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ที่อเมริกาได้นำเอาสารประกอบในขมิ้น ใช้ทดลองรักษามะเร็งในหนู และได้ผลปรากฏว่า มะเร็งได้หดตัวเล็กลงไป 1 ใน 3 และยังสามารถยับยั้งการแพร่การเติบโตของเชื่อมะเร็ง ระงับการลุกลามของเซลล์ที่ผิดปกติ พร้อมกันไปด้วย
ขณะนี้นักวิจัยได้ทำยาเป็นแคปซูล ยาว 2 มิลลิเมตร บรรจุตัวยาซึ่งทำจากสารประกอบในขมิ้น ปริมาณ 200 มิลลิกรัม ผลการทดลองปรากฏว่า แคปซูลยาสามารถลดขนาดของมะเร็ง และยับยั้งการลุกลามของมันเอาไว้ด้วย
เคล็ดลับลดรอยตีนกา ง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ ได้ผลเกินคาด
เคล็ดลับลดรอยตีนกา ง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ ได้ผลเกินคาด |
รอยตีนกา (Crow's Feet) หรือ ริ้วรอยเหี่ยวย่น หลักฐานที่บ่งบอกถึงอายุของสาวๆ เป็นผลมาจากกระบวนการเสื่อมชราของร่างกาย ที่ถือเป็นปัญหาความงามที่สำคัญ มากที่สุดอีกอย่าง
สำหรับสาวๆที่กำลังมองหาวิธีจัดการปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า เบ็ดเตล็ดไอเดียขอแนะนำสูตรลดรอยตีนกา ริ้วรอยเหี่ยวย่น รวมไปถึงปัญหาการตกกระ ด้วยวิธีธรรมชาติ ที่คุณก็สามารถทำเองได้ดังต่อไปนี้
สิ่งที่ต้องเตรียม
1. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
3. แป้งหมี่ 1 ช้อนโต๊ะ
4. ไข่แดง 1 ฟอง
วิธีทำ เพียงแค่นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน จนได้เนื้อครีมที่พอดีกับการทาใบหน้า หากเหลวเกินใบให้ค่อยๆทยอยเติมแป้งหมี่ลงไปเล็กน้อยๆ
วิธีใช้ เมื่อได้แล้วก็นำส่วนผสมมาพอกให้ทั่วใบหน้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ภายใน 1 เดือนคุณจะเห็นได้ถึงความ แตกต่าง
สุดยอด!! วิธีขัดตาตุ่มให้หายดำ ด้วยวิธีที่คุณไม่อยากเชื่อกับผลที่ออก
สุดยอด!! วิธีขัดตาตุ่มให้หายดำ ด้วยวิธีที่คุณไม่อยากเชื่อกับผลที่ออก
ขาวเรียวสวยแต่ดัน ‘ตาตุ่มดำ’ นี่ก็น่าโมโหอยู่นะคะสาว ๆ วันนี้ Girsallaround ไปค้นสูตรเด็ดมาให้สาว ๆ แก้ปัญหาตาตุ่มดำหม่นหมองแล้วจร้าาา แถมยังเป็นสูตรจากธรรมชาติอีกด้วยนะ มาเริ่มกันเลยค่าา!!
1. กากกาแฟ + ขมิ้น + นมสด
1. กากกาแฟที่ใช้แล้วมา 2 ช้อนโต๊ะ
2. ผงขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ
3. นมสด 1/4 แก้ว
คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกที่ตาตุ่มทิ้งไว้ 1 นาที จากนั้นขัด ๆ ด้วยมือหรือฟองน้ำ หรืออื่น ๆ ก็ได้ค่ะ จากนั้นขัด ๆ เป็นวงกลมราว ๆ 5-10 นาทีแล้วล้างออก ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
2. มะนาว
นำมะนาวสด ผ่าครึ่งลูกเลยค่ะสาว ๆ จากนั้นนำมะนาวทั้งเปลือกนี่แหละ ขัด ๆ วน ๆ บริเวณตาตุ่มเลยค่ะ สัก 2-3 นาที จากนั้นล้างออก ทำบ่อยได้เท่าที่สาว ๆ ต้องการเลยค่ะ
3. น้ำตาลทรายแดง + นมสด
1. น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ
2. นมสด 1 ช้อนชา
คนให้เข้ากันแล้วนำมาขัดที่บริเวณตาตุ่ม เป็นเวลา 5 นาทีค่ะ ตัวเม็ดน้ำตาลจะช่วยขัดสิ่งสกปรกออกได้ ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
4. เกลือ + เบบี้ออยล์
1. เกลือเม็ดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
2. เบบี้ออยล์ 2 ช้อนชา
คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอก และขัดที่ตาตุ่ม ประมาณ 3-5 นาที ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
5. น้ำมะขามเปียก + น้ำผึ้ง
1. น้ำมะขามเปียกละลายน้ำ
2. น้ำผึ้ง
ใช้ใยบวบหรือฟองน้ำในการขัดจะนิ่งเริ่ดเลยค่ะสาว ๆ แต่อย่าขัดแรงเกินนะคะ เดี๋ยวจะระคายเคืองเอาได้
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558
เลี่ยง 8 โรคร้ายง่ายๆ ด้วยกล้วย!!!
เราต่างรู้กันดีว่า “กล้วย” มีประโยชน์มากมายและหาง่ายตามท้องตลาดทั่วไป ราคาก็ไม่สูงมากที่สำหรัญมีประโยชน์มาก กล้วย จะทำให้ 8 โรคร้ายต่อไปนี้กลายเป็นเรื่องกล้วยๆ สมชื่อ ถ้ากินมันเป็นประจำ
1. โรคโลหิตจาง
กล้วยเป็นผลไม้ที่มีธาตุเหล็กสูงมาก และธาตุเหล็กนี่ล่ะที่จะไม่กระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ช่วยให้คนที่เป็นโรคโลหิตจางกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ..
2. โรคความดันโลหิตสูง
กล้วยได้ชื่อว่ามีโพแทสเซียมสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ด้วยกัน จึงลดความดันได้ดีมากถึงขนาดที่องค์การอาหารของสหรัฐฯ โฆษณาให้ประชาชนที่เป็นโรคความดันทั้งหลายกินกล้วยให้มากๆ
3. โรคท้องผูก
ท้องผูกเป็นเงื่อนตายของคุณจะถ่ายง่ายระบายคล่อง ถ้าได้ทานเส้นใยอาหารจากกล้วยมาเป็นตัวช่วยในการขับถ่าย ใครว่าคนสวยต้องท้องผูก..ไม่จริง!
4. โรคซึมเศร้า
อาการซึมเศร้ามักเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุล แต่จากการวิจัยพบว่ากล้วยมีโปรตีนชื่อ ไทรโพโตแฟน ที่จะกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ซึ่งช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายออกมา คนที่กินกล้วยจึงอารมณ์ดีขึ้น เลิกซึมเศร้าเสียที
5. อาการเมาค้าง
กล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้งคือยาแก้เมาที่ได้ผลที่สุด เพราะคนเมากระเพาะจะปั่นป่วนกว่ายามปกติ กล้วยนี่ล่ะจะทำให้กระเพาะสงบลง ส่วนน้ำตาลจากน้ำผึ้งก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ส่วนนมก็ปรับระดับของเหลวในร่างกายให้สมดุล คนเมาจึงรู้สึกสบายขึ้น
6. .โรคเสียดท้อง
กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่ ถ้าคนที่เป็นโรคเสียดท้องเพราะมีกรดเกินในกระเพาะได้กินกล้วยวันละผล จะรู้สึกได้เลยว่าท้องไส้เลิกร้องครวญครางเป็นปลิดทิ้ง
7. โรคลำไส้เป็นแผล
แม้แต่หมอก็ยังแนะนำคนไข้ที่เป็นแผลในกระเพาะให้ทานกล้วย เพราะเนื้อที่นุ่มนิ่มของมันไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และยังมีสรรพคุณเคลือบผนังลำไส้ ช่วยรักษาแผลให้หายได้เร็วขึ้นด้วย
8. เส้นเลือดฝอยแตก
วารสาร “The New England Journal of Medicine” ตีพิมพ์ผลการวิจัยว่าการกินกล้วยเป็นประจำ สามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558
ดื่มน้ำอัดลม!!! เสี่ยงต่อการเป็นโรคอะไรบ้าง
ดื่มน้ำอัดลม!!! เสี่ยงต่อการเป็นโรคอะไรบ้าง
การดูแลรูปร่างและการกินเพื่อสุขภาพในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ว่าถ้าคุณจะมีความมุ่งมั่นในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก หนึ่งในสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตและสุขภาพที่ดีก็คือ น้ำตาลซึ่งสามารถพบได้ทั้งในอาหารและเครื่องดื่มแก้วโปรดของเรา ดังนั้นการเลิกดื่มจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด คุณสามารถเริ่มต้นง่ายๆด้วยการจำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มรสหวานทั้งของคุณและของสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว เครื่องดื่มรสหวานอาจส่งผลเสียต่อเด็กมากที่สุดเนื่องจากพวกเขายังมีพัฒนาการและเจริญเติบโตดังนั้นพวกเค้าต้องการสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย พ่อแม่ต้องพยายามจำกัดปริมาณน้ำตาลเนื่องจากเครื่องดื่มสุดโปรดเกือบทั้งหมดของเด็กๆเหล่านี้ประกอบไปด้วยน้ำตาลจำนวนมาก เราสามารถจูงใจให้เลิกดื่มเครื่องดื่มรสหวานเหล่านั้นได้ง่ายๆโดยการใช้เหตุผล 4 ข้อดังต่อไปนี้
โรคขาดสารอาหาร
น้ำอัดลมไม่ได้ให้อะไรกับร่างกายของคุณเลย เป็นที่รู้กันดีว่าเครื่องดื่มประเภทนี้ส่วนใหญ่ทำมาจากน้ำตาลทรายขาวและน้ำกรอง
ที่สำคัญมันยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างมากโดยเฉพาะกับลูกน้อย
โรคอ้วนและโรคเบาหวาน
โรคอ้วนดูเหมือนเป็นโรคระบาดในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องส่วนผสมที่บรรจุอยู่ในน้ำอัดลมซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพวกเขา ส่วนใหญ่เด็กๆเริ่มดื่มเครื่องดื่มรสหวานเร็วเกินไปจึงทำให้ประสบกับปัญหาน้ำหนักเกิน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและโรคอันตรายอื่นๆอีกมากมาย ทางแก้ไม่ยากเพียงคุณต้องหยุดซื้อเครื่องดื่มเหล่านั้นและหาตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพอย่างอื่นแทน
โรคฟัน
เราทุกคนรู้ดีว่าน้ำตาลไม่ดีกับฟันอย่างไร สิ่งที่คุณทำได้คือหยุดซื้อน้ำอัดลมให้เด็กๆ เพราะมันทำลายสารเคลือบฟันและก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับฟันอื่นๆตามมา
โรคสารพิษ
การทำความสะอาดร่างกายด้วยชาเขียวและเครื่องดื่มล้างพิษต่างๆจะไม่เห็นผลเท่ากับการเลิกดื่มเครื่องดื่มรสหวานเหล่านั้นทั้งหมด เนื่องจากสารให้ความหวานเทียมที่ทำจากสารเคมีต่างๆจะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อร่างกาย คุณสามารถล้างสารพิษออกจากร่างกายด้วยการดื่มน้ำแร่สะอาดบริสุทธิ์แทนเครื่องดื่มรสหวาน
อย่าเอาสุขภาพของตัวเองมาเสี่ยงโดยการดื่มเครื่องดื่มรสหวานหลากหลายเลยค่ะ น้ำเปล่าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ร่างกายต้องการเพื่อให้อวัยวะต่างๆทำงานอย่างเหมาะสมนะคะ
โรคขาดสารอาหาร
น้ำอัดลมไม่ได้ให้อะไรกับร่างกายของคุณเลย เป็นที่รู้กันดีว่าเครื่องดื่มประเภทนี้ส่วนใหญ่ทำมาจากน้ำตาลทรายขาวและน้ำกรอง
ที่สำคัญมันยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างมากโดยเฉพาะกับลูกน้อย
โรคอ้วนและโรคเบาหวาน
โรคอ้วนดูเหมือนเป็นโรคระบาดในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องส่วนผสมที่บรรจุอยู่ในน้ำอัดลมซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพวกเขา ส่วนใหญ่เด็กๆเริ่มดื่มเครื่องดื่มรสหวานเร็วเกินไปจึงทำให้ประสบกับปัญหาน้ำหนักเกิน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและโรคอันตรายอื่นๆอีกมากมาย ทางแก้ไม่ยากเพียงคุณต้องหยุดซื้อเครื่องดื่มเหล่านั้นและหาตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพอย่างอื่นแทน
โรคฟัน
เราทุกคนรู้ดีว่าน้ำตาลไม่ดีกับฟันอย่างไร สิ่งที่คุณทำได้คือหยุดซื้อน้ำอัดลมให้เด็กๆ เพราะมันทำลายสารเคลือบฟันและก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับฟันอื่นๆตามมา
โรคสารพิษ
การทำความสะอาดร่างกายด้วยชาเขียวและเครื่องดื่มล้างพิษต่างๆจะไม่เห็นผลเท่ากับการเลิกดื่มเครื่องดื่มรสหวานเหล่านั้นทั้งหมด เนื่องจากสารให้ความหวานเทียมที่ทำจากสารเคมีต่างๆจะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อร่างกาย คุณสามารถล้างสารพิษออกจากร่างกายด้วยการดื่มน้ำแร่สะอาดบริสุทธิ์แทนเครื่องดื่มรสหวาน
อย่าเอาสุขภาพของตัวเองมาเสี่ยงโดยการดื่มเครื่องดื่มรสหวานหลากหลายเลยค่ะ น้ำเปล่าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ร่างกายต้องการเพื่อให้อวัยวะต่างๆทำงานอย่างเหมาะสมนะคะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)