วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หมดกังวล!!! ได้แล้วนะ 10 โรคมะเร็งรักษาฟรี ประกันสังคมจ่ายให้

Picture

นับว่าเป็นสิทธิประโยชน์ดีๆ ทื่ทางประกันสังคมมอบให้ สำหรับพนักงานกินเงินเดือน หรือผู้ที่ทำงานรับจ้างทั่วไป แต่ส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตลอด เพราะ
ประกันสังคมครอบคลุมการรักษาพยาบาลโรคมะเร็งถึง 10 โรคด้วยกัน ดังนี้
1. โรคมะเร็งเต้านม
2. โรคมะเร็งปากมดลูก
3. โรคมะเร็งรังไข่
4. โรคมะเร็งโพรงจมูก
5. โรคมะเร็งปอด
6. โรคมะเร็งหลอดอาหาร
7. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
8. โรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี
9. โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
10. โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

นอกจากนี้ยังออกค่าใช้จ่ายให้ ในกรณีที่เป็นมะเร็งอื่นๆ นอกเหนือจาก 10 โรคด้านบน โดยจ่ายให้ตามจริง ไม่เกิน 15,000 บาท และหากโรงพยาบาลที่เรารับสิทธิประกันสังคม ไม่สามารถรักษาเราได้ มีเครื่องมือ หรือบุคลากรทางแพทย์ไม่เพียงพอ ยังสามารถย้ายไปโรงพยาบาลอื่นในเครือ หรือโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีศักยภาพสูงกว่าได้อีกด้วย ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อตกลง และเงื่อนไขของทางสำนักงานประกันสังคมด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สำนักงานประกันสังคม

หลักเกณฑ์และเงื่อนไข
1. สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลต้องให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนจนสิ้นสุดการรักษา โดยไม่จำกัดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้งในการเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ จะต้องไม่เรียกเก็บเงินค่าบริการทางการแพทย์จากผู้ประกันตน
ยกเว้น ค่าใช้จ่ายในด้านบริการอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือสิทธิประกันสังคม

2. สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ จะต้องส่งข้อมูลการรักษาพยาบาลให้หน่วยงานที่สำนักงานกำหนด

3. สำนักงานจะจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล หรือผู้ประกันตน โดยคำนวณตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis Related Groups : DRGs) กรณีผู้ป่วยในที่มีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอน (Adjusted Relative Weight : AdjRW) มากกว่าหรือเท่ากับ 2 (AdjRW ≥2) ในอัตราไม่เกิน 15,000 บาท ต่อ 1 น้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอน (AdjRW) โดยพิจารณาคำนวณตามข้อมูลที่หน่วยงานที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดประมวลผลแล้ว ทั้งนี้ภายในวงเงินไม่เกิน 4,460 ล้านบาทต่อปี

4. กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล แล้วสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล ไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนได้
4.1 สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล ได้ส่งผู้ประกัสนตนไปรับการรักษาต่อ ณ สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า (Supra Contractor) หรือ
4.2 ผู้ประกันตนไม่ประสงค์ไปรับบริการทางการแพทย์ตามข้อ 4.1 ตามที่สถานพยาบาลตามบัตรรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล จัดให้โดยมีการแจ้ง Call Center ของสำนักงานประกันสังคมเพื่อจัดหาสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า (Supra Contractor) ให้ผู้ประกันตนแล้ว Call Center จะต้องแจ้งให้สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลด้วย หรือ
4.3 หากผู้ประกันตนไม่ประสงค์ไปรับบริการทางการแพทย์ตามข้อ 4.1 ตามที่สถานพยาบาลตามบัตรรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลจัดให้ แต่ไปรับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า (Supra Contractor) ที่ได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับสำนักงานประกันสังคมในการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน สถานพยาบาลดังกล่าว จะต้องแจ้งให้สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลรับทราบด้วย

กรณีการส่งต่อสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า (Supra Contractor) ตาม ข้อ 4.1, 4.2 และ 4.3 ให้สถานพยาบาลที่ให้การรักษาจะต้องส่งข้อมูลการรักษาพยาบาลไปยังหน่วยงานที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด ในกรณีที่สถานพยาบาลที่ให้การรักษาไม่ส่งข้อมูลการรักษาพยาบาลไปยังหน่วยงานที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้สถานพยาบาลตามบัตรรับรับรอง สิทธิการรักษาพยาบาล เป็นผู้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดแทนและหากกรณีมีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอนมากกว่าหรือเท่ากับ 2 (Adjusted Relative Weight : AdjRW≥2) สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินให้แก่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ หรือ ผู้ประกันตน ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 3 โดยสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้แก่สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าหรือจ่ายส่วนเกินอัตราที่กำหนดไว้ใน ข้อ 3 ให้แก่ผู้ประกันตน หากค่าน้ำหนักสัมพันธ์ปรับตามวันนอนน้อยกว่า 2 (Adjusted Relative Weight : AdjRW<2) สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

5. กรณีผู้ประกันตนไปรับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ แล้ว ต่อมาผู้ประกันตนไปรับบริการทางการแพทย์ยังสถานพยาบาลอื่น ให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ ดังนี้
5.1 ถ้าน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอนมากกว่าหรือเท่ากับ 2 (Adjusted Relative Weight : AdjRW≥2) สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 1 ค่าน้ำหนักสัมพันธ์ปรับตามวันนอน (Adjusted Relative Weight : AdjRW) ไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อสำนักงานประกันสังคมพิจารณาแล้ว
5.1.1 สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ให้การรักษาพยาบาลหรือปฏิบัติตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดถูกต้องเหมาะสมแล้ว ผู้ประกันตนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินเอง
5.1.2. สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ให้การรักษาพยาบาลไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนทั้งหมด

5.2 ถ้าน้ำหนักสัมพันธ์ปรับตามวันนอนน้อยกว่า 2 (Adjusted Relative Weight : AdjRW<2) และเมื่อสำนักงานประกันสังคมพิจารณาแล้ว
5.2.1 สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ให้การรักษาพยาบาลหรือปฏิบัติตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดถูกต้องเหมาะสมแล้ว ผู้ประกันตนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
5.2.2 สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ให้การรักษาพยาบาลไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนทั้งหมด

6. กรณีผู้ประกันตนไปเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาลอื่นโดยไม่เข้ารับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ดังนี้

6.1 ถ้าน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอนมากกว่าหรือเท่ากับ 2 (Adjusted Relative Weight : AdjRW≥2) สำนักงานจะจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 1 ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอน (Adjusted Relative Weight : AdjRW) ไม่เกิน 15,000 บาท

6.2 ถ้าน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอนน้อยกว่า 2 (Adjusted Relative Weight : AdjRW<2) ผู้ประกันตนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

7. นอกจากการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ตามอัตราที่กำหนดในข้อ 3 แล้ว สำนักงานจะจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เป็นค่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง เฉพาะกรณีผู้ป่วยในที่มีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอน (Adjusted Relative Weight : AdjRW) มากกว่าหรือเท่ากับ 2 (AdjRW<2) ให้แก่ผู้ประกันตนตามที่กำหนดไว้ แห่งประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

8. หากสำนักงานประกันสังคมหรือผู้ที่สำนักงานประกันสังคมมอบหมายได้ตรวจสอบข้อมูลการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลแล้ว พบว่าข้อมูลการรักษาพยาบาลที่ส่งให้หน่วยงานที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดไม่ถูกต้อง ทำให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เกินกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฎ สำนักงานประกันสังคมจะเรียกเงินค่าบริการทางการแพทย์ที่ได้จ่ายไปคืน หรือหักจากค่าบริการทางการแพทย์ที่สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายให้สถานพยาบาลในครั้งต่อไปคืน

ยื่นได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ 1-12 แห่ง/จังหวัด/สาขา ที่สะดวก (ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข)

ที่มา: http://www.xn--12cfjq7bybd8a0cyh4a9czfyg.com/2015/12/10_22.html

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดลับดูแลเท้าให้ขาวเนียนใน 9 Step ง่าย ๆ

Picture

เท้า คือส่วนที่มักหลบเร้นอยู่ในรองเท้า แต่ถ้าต้องโชว์เท้าในรองเท้าแตะบ้าง บางคนอาจคิดหนัก
เพราะไม่ค่อยได้ดูแลเท้าเหมือนส่วนอื่น ๆ  แต่ถ้าอยากสวยตั้งแต่เท้าจดปลายเท้า พร้อมโชว์เท้าได้ทุกเมื่อก็ต้องดูแลเท้า 9 ขั้นตอนมาฝากกันคร้าาา

Step 1 : สครับเท้าสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ใช้เวลา 10 -15 นาที ด้วยการแช่เท้าในน้ำเกลือเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่อาจทำให้เล็บไม่สวย ตามด้วยสครับด้วยออยล์ผสมน้ำตาลทราย โอ๊ตมีล

Step 2 : หมั่นตัดเล็มเล็บเท้าให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ติดเชื้อ และอาจเคลือบเล็บให้ดูสวยน่ามองถ้าไม่ทำสี

Step 3 : ไม่ใส่รองเท้าที่รัดปลายเท้าจนเล็บเสีย หากเป็นคู่โปรด ก็อย่าใส่ให้บ่อยเกินไป

Step 4 : ใส่รองเท้าอยู่บ้านหรือถุงเท้าเสมอถ้าต้องเดินย่ำไปบนพื้นปูน แกรนิต หินอ่อน

Step 5 : ใส่รองเท้าแตะแบบมีส้นเล็กน้อยให้บ่อยกว่ารองเท้าแตะแบน ๆ

Step 6 : เมื่อส้นเท้าแตกให้สครับให้บ่อยขึ้น และทาวาสลีนทุกวัน

Step 7 : ทาโลชั่นที่เท้าก่อนนอนทุกคืน 

Step 8 : เช็ดเท้าให้แห้งอยู่เสมอ

Step 9 : 
ไม่เดินลงส้นเท้า

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดลับ 7 วิธีที่จะทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่ได้ทุกวัน

Picture

คุณไม่จำเป็นต้องเปลือยเนื้อหนังมังสาเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกเซ็กซี่ เพราะภาพลักษณ์สุดเซ็กซี่คือการปล่อยให้คนอื่นมีพื้นที่ในการจินตนาการนั่นเอง และนี่คือเคล็ดลับ 7 วิธีที่จะทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่ได้ทุกวัน
1. สวมชุดชั้นในลวดลายน่ารัก
แม้ว่าจะไม่มีใครเห็น แต่การสวมชุดชั้นในลวดลายน่ารักทุกวันจะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเซ็กซี่ ต่อให้ตอนนั้นคุณใส่แค่ชุดนอนก็ตาม คุณสามารถเลือกรูปแบบ สีสัน หรือยี่ห้ออะไรก็ได้ตามใจชอบเพราะทุกคนล้วนมีรสนิยมที่แตกต่างกัน
2. ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ
เมื่อทรวดทรงกระชับได้สัดส่วน คุณก็จะรู้สึกดีและมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเนื่องจากกล้ามเนื้อจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับการแต่งกาย ที่สำคัญคุณจะรู้สึกเซ็กซี่ตลอดเวลา
3. เลือกสวมเสื้อผ้าให้ถูกขนาด
คุณจะไม่มีวันรู้สึกเซ็กซี่หากเสื้อผ้าของคุณมีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป คุณควรเลือกสวมเสื้อผ้าพอดีตัวเพื่อภาพลักษณ์ที่ดูดี คงไม่ลำบากเกินไปใช่ไหมกับการลงทุนซื้อเสื้อผ้าที่ทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเอง
4. ใส่ใจกับทรงผมและการแต่งหน้า
รู้ไหมว่าทรงผมกับการแต่งหน้ามีผลต่อการทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่อย่างมาก ไม่มีใครทนต่อแรงเย้ายวนของลิปสติกสีแดงหรือขนตายาวงามงอนเปี่ยมเสน่ห์ได้หรอก การผสมทั้งสองอย่างนี้เข้าด้วยกันจะทำให้คุณสดใสและค้นพบสิ่งที่ทำให้รู้สึกเซ็กซี่มากที่สุด การจัดแต่งทรงผมให้ต่างไปจากเดิมก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน เช่น การเพิ่มลอนผมหลวมๆเข้าไปหน่อย ซึ่งการฉีกแนวไปจากเดิมจะช่วยเสริมสร้างทั้งความรู้สึกมั่นใจและความเซ็กซี่ให้กับคุณ
5. สวมเสื้อผ้าลูกไม้
เนื่องจากลูกไม้มีความเป็นผู้หญิงมากและเซ็กซี่สุดๆ ลองนึกถึงเสื้อผ้าที่ทำจากลูกไม้สิ! ให้ความรู้สึกเย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ
6. อย่าประเมินพลังของรองเท้าส้นสูงต่ำเกินไป
ถ้าคุณใส่กระโปรงสั้นและสวมรองเท้าส้นสูง โอ้โห..บอกเลยว่าความเซ็กซี่ของคุณจะพุ่งกระฉูดขึ้นมาอีกเท่าตัวเลย เพราะรองเท้าส้นสูงเป็นตัวเลือกที่เสริมภาพลักษณ์ในการเป็นสาวเซ็กซี่มากกว่ารองเท้าประเภทอื่นๆ จะว่าไปรองเท้าแตะรัดส้นก็ทำให้คุณเซ็กซี่ได้ไม่แพ้กันและไม่มีกฎข้อใดกำหนดให้เป็นอย่างนั้น ถ้ารองเท้าคู่ไหนที่ใส่แล้วรู้สึกดีก็หมายความว่าคู่นั้นนั่นแหละที่เหมาะกับคุณ
7. ใส่อะไรก็ได้ที่ทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่
การสวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างกันสามารถทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่ได้ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้หญิงแต่ละคน เพราะผู้หญิงทุกคนมีเอกลักษณ์และรสนิยมที่โดดเด่นไม่เหมือนกัน ผู้หญิงบางคนอาจดูดีได้ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ ขณะที่สาวๆคนอื่นอาจสวยเปรี้ยวด้วยแว่นกันแดดกับรองเท้าส้นตึก ขึ้นอยู่กับว่าแบบไหนที่ทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่สุดๆ

7 วิธีการใช้ Facebook ที่หลายคนไม่รู้

Picture

จริงๆ แล้วระบบของเฟสบุ๊คมีฟังก์ชั่นการใช้งานเย­อะแยะมากมาย และเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ซึ่งหลายๆ คนอาจจะใช้ไม่ครบในทุกฟังก์ชั่น
คลิปต่อไปนี้จะเป็นทริค เคล็ดลับ การใช้งานบาง7 วิธีใช้ facebook ที่หลายคนมองข้าม หรือไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่
1.โชว์โพสคนโปรดก่อน
2. เซฟโพสไว้ดูคราวหลัง
3.แจ้งเตือนเมื่อมีคนแอบเข้าเฟส
4.ดูว่าใช้อุปกรณ์ใดเข้าเฟส
5.เช็คว่ามีใครแอบเข้าเฟสของเรา
6.ให้เฟสบุ๊คแสดงโฆษณาเฉพาะที่เราสนใจ
7.ทำพินัยกรรมเฟสบุ๊ค

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ท่าบริหาร ‘ลดคางสองชั้น’ และ ‘ริ้วรอยรอบปาก’


ท่าบริหาร ‘ลดคางสองชั้น’ และ ‘ริ้วรอยรอบปาก’
Picture

ท่าบริหาร ‘ลดคางสองชั้น’ และ ‘ริ้วรอยรอบปาก’สาวๆหลายคนมีปัญหาเกี่ยวกับใบหน้า แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้มีรูปร่างที่อ้วนท้วนเท่าไรนัก แต่พอส่องกระจกทีไร ก็อดรำคาญคางสองชั้นของตัวเองไม่ได้สักที และไขมันส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่เพิ่มง่ายและเอาออกได้ยากซะด้วยสิ หากใครกำลังมีปัญหาเรื่อง ‘เหนียง’ ของตัวเองอยู่ คงต้องลองบริหารคอด้วยท่าทางเหล่านี้ดูแล้วสิ จะได้ผลแค่ไหนต้องไปทดสอบกัน
วิธีลดคางสองชั้น 
ท่าบริหารที่ 1  วิธีลดคางสองชั้น หรือเสกให้คางสองชั้นหายไปมีอยู่หลายวิธี วันนี้จะขอยกตัวอย่าง 1 วิธี ดังต่อไปนี้ค่ะ ขั้นตอนที่ 1 เม้มปากให้แน่น พยายามให้ริมฝีปากล่างทับริมฝีปากบนเอาไว้ ขั้นตอนที่ 2 เงยศีรษะแหงนหน้าขึ้น พยายามให้หน้าหงายไปข้างหลังให้มากที่สุด ขั้นตอนที่ 3 ขณะที่กำลังเม้มปากอยู่ ให้พยายามยิ้มให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยปากไม่เปิด ขั้นตอนที่ 4 ค้างท่านี้ไว้สักครู่ประมาณ 10 วินาที 
ขั้นตอนที่ 5 กลับมาสู่ท่าปกติ แล้วเริ่มทำใหม่

วิธีลดคางสองชั้น 
ท่าบริหารที่ 2     นอกจากจะลดเหนียงแล้ว ก็ต้องฝึกบริหารปากเพื่อลดริ้วรอยรอบริมฝีปากด้วย สิ่งนี้สำคัญมากๆเชียวละค่ะ เพราะถ้าไม่อยากมีรอยย่น ๆ รอบริมฝีปากที่เกิดขึ้นก่อนวัย และมีใบหน้าบานๆก็ต้องฝึกบริหารท่าทางเหล่านี้ให้ดีและสม่ำเสมอ มีวิธีง่ายๆดังต่อไปนี้ค่ะ ขั้นตอนที่ 1 อ้าปากกว้างเป็นวงกลม ขั้นตอนที่ 2 ฉีกยิ้มกว้างแบบเปิดริมฝีปาก ขั้นตอนที่ 3 ปิดริมฝีปากยิ้มกว้างให้มุมปากสองข้างอยู่ห่างกัน และรู้สึกตึงให้มากที่สุด ขั้นตอนที่ 4 กลับมาที่การอ้าปากกว้างอีกครั้ง ขั้นตอนที่ 5 ค่อย ๆ หุบริมฝีปากกลับมาเป็นแบบปกติ และทำปากจู๋ค้างไว้สักพัก ขั้นตอนที่ 6 เริ่มทำตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1-5 ใหม่อีกครั้ง 

ผลที่ได้จากการบริหารริมฝีปากและลดคางสองชั้น ไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงแค่การลดเหนียงและทำให้ไม่มีริ้วรอยรอบริมฝีปากเท่านั้น แต่ยังใช้แก้ปัญหารูปหน้าบวม ไม่กระชับได้อีกด้วย ใครอยากมีรูปหน้าเรียวขึ้น ไร้เหนียง และริ้วรอย ต้องหมั่นบริหารใบหน้าและต้นคอกันบ่อยๆ เพราะวิธีการนี้จะทำให้ผิวหนังเกิดการกระตุ้นและมีความกระชับตลอดเวลา หากทำได้อย่างสม่ำเสมอ ก็คงจะทำให้คุณกลายเป็นสาวสองพันปีที่มีใบหน้าเด็กตลอดเวลาได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องไม่ง้อโบท๊อกซ์หรือครีมหน้าเด้งที่ไหนเลย

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

งูสวัด บรรเทาได้ด้วยวิธีนี้

งูสวัด บรรเทาได้ด้วยวิธีนี้

Picture

งูสวัด โรคนี้รักษายาก ผู้ป่วยบางคนอาการคงที่ และดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้ป่วยบางคนก็ถึงกับเสียชีวิต วันนี้ ZAPPNUAR.COMN นำวิธีบรรเทางูสวัด ด้วยสมุนไพร มาฝากทุกคน มาดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ
ส่วนผสม
1.ใบย่านางเขียว 10 ใบ
2.ใบพลูเคี้ยวหมาก 3-5 ใบ 
3.ว่านหางจระเข้หางใหญ่ เอาแต่วุ้น 2 หาง
4.เสลดพังพอนตัวเมีย 1-2 กำมือ
5.ใบเหงือกปลาหมอ 2-3 ใบ
6.ข้าวสารเหนียวแช่น้ำนิดหน่อย(เอาทั้งข้าวทั้งน้ำแช่ข้าว)
7.น้ำธรรมดา 1-2 แก้ว ‪‎
วิธีทำ

1. ล้างสมุนไพรทั้งหมดให้สะอาด
2. นำทั้งหมดมาปั่น แล้วกรองเอาแต่น้ำ มาทาผื่นงูสวัด
3. ส่วนที่เหลือก็แช่เย็นเก็บไว้ทาวันหลังได้ ทาเป็นประจำทุกวัน เช้า-เย็น จะช่วยบรรเทาอาการของตุ่มและผื่นคันได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก SARAUPDATE.COM

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

5 วิธีดีท็อกซ์ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้น้ำผักผลไม้


    5 วิธีดีท็อกซ์ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้น้ำผักผลไม้

Picture

คุณกำลังเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัสหลังจากวันที่คุณสวาปามอาหารและเครื่องดื่มต่างๆเข้าไปมากมาย พอวันต่อมาคุณก็เหลือแต่อาการเมาค้างและร่างอืดบวม ที่สำคัญคุณมั่นใจว่าโยคะเพียง 15 นาทีก็ไม่สามารถซ่อมร่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้ ขณะเดียวกันคุณก็รู้สึกสะอิดสะเอียนเมื่อคิดถึงการล้างพิษด้วยน้ำผักผลไม้ต่ก็คุ้มค่าต่อการทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมใช่ไหม?
คุณก็ไม่จำเป็นต้องดื่มมัน! อย่างแรกที่คุณควรรู้คือร่างกายของคนเราเก่งในเรื่องการซ่อมแซมตัวเอง หรืออีกนัยหนึ่งคือคุณไม่จำเป็นต้องล้างพิษด้วยน้ำผักผลไม้ แต่อาจต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ร่างกายขับพิษออกมาโดยที่ไม่ต้องพยายามมากนัก
หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
ร่างกายของคนเราสามารถฟื้นฟูสภาพให้กลับมาดีดังเดิมด้วยตัวเองได้ การรับประทานอาหารที่ดีเพื่อสุขภาพหลังจากวันขอบคุณพระเจ้าจะช่วยเร่งกระบวนการดีท็อกซ์ให้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามคุณควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปซึ่งเต็มไปด้วยสารพิษ เช่น โซเดียมและสารกันบูด และควรเลือกอาหารไม่แปรรูปและอาหารสดโดยเฉพาะผักผลไม้ เบบี้แครอท พริกหยวก และสลัดต่างๆ ทางที่ดีคุณควรรับประทานทานผลไม้และผักใบเขียวอย่างน้อยวันละ 1 อย่าง
เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย
พลังของน้ำ การดื่มน้ำในปริมาณมากจะช่วยกำจัดสิ่งไม่ดีออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเริ่มปฏิบัติให้เร็วที่สุด ขณะที่ตับและไตต้องทำงานอย่างหนักเพื่อกรองเลือด การได้รับน้ำอย่างเพียงพอจะทำให้เลือดไหลเวียนอย่างรวดเร็วมากขึ้น คุณควรเริ่มต้นดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตรโดยเฉพาะน้ำอุ่นและเน้นดื่มตลอดทั้งวัน หากรู้สึกว่าน้ำไร้รสชาติ ลองดื่มชาเขียวแทนเพื่อช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ชุ่มชื้น และมีพลังงาน
กินอาหารมื้อเล็กๆ
การแบ่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นมื้อเล็กๆตลอดทั้งวันจะช่วยฟื้นฟูการทำงานของกระบวนการเผาผลาญอาหารให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ คุณควรแบ่งมื้ออาหารเป็นวันละ 5-6 มื้อๆละประมาณ 200-250 แคลอรี่โดยมุ่งเน้นอาหารที่มีสารอาหารเช่น ผัก ผลไม้ โปรตีน และไขมันดี รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
เน้นไขมันดีเพื่อสุขภาพ
ไขมันดีจะให้พลังงานแก่ร่างกายและทำให้คุณอิ่มท้องนานขึ้น รวมถึงช่วยควบคุมน้ำหนักตัวด้วย หากวันไหนร่างกายของคุณเต็มไปด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารที่มีแคลอรี่สูง คุณควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันดีเข้าไปด้วย อาหารที่มีไขมันดี ได้แก่ ถั่ว น้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ และอะโวคาโด ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาแข็งแรงและสมบูรณ์ดังเดิม
ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะช่วยยกระดับอารมณ์ เผาผลาญแคลอรี่ และทำลายความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยขับสารพิษจากมื้ออาหารในวันขอบคุณพระเจ้าออกไปจากร่างกายของคุณด้วย อีกหนึ่งวิธีที่ร่างกายจะขับสารพิษออกไปได้ดีคือการล้างพิษทางเหงื่อ แต่ในช่วงฤดูหนาวการออกกำลังกายเพื่อเรียกเหงื่ออาจทำได้ไม่ง่ายนัก ทางที่ดีคุณควรฝึกโยคะร้อนหรืออบซาวน่าแทน แต่อย่าลืมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหลังจากนั้นด้วยล่ะ

ที่มา issue247>>elitedaily.com